อาหารทะเลไทยเสียแชมป์โลก ต้นทุนสูง-แรงงานกดดัน แต่ยังมีโอกาสในตลาดสหรัฐฯ
Krungthai COMPASS ชี้อาหารทะเลไทยเสียแชมป์โลก ต้นทุนสูง-แรงงานกดดัน แต่ยังมีโอกาสในตลาดสหรัฐฯ หลังขึ้นภาษี
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไทยสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลในตลาดโลกและตลาดสหรัฐฯ ให้กับประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และเอกวาดอร์ จากปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า รวมถึงข้อจำกัดด้านแรงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าอาหารทะเลไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลระบุว่า ช่วงปี 2005–2011 ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง มูลค่าส่งออกเฉลี่ยสูงถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ราว 12–15% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
อย่างไรก็ตาม หลังปี 2012 ไทยเริ่มสูญเสียความเป็นผู้นำ โดยมูลค่าส่งออกอาหารทะเลลดลงต่อเนื่อง จนในปี 2024 เหลือเพียง 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงกว่า 34% จากปี 2011 หรือหดตัวเฉลี่ย 3% ต่อปี ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ลดลงเหลือเพียงราว 4% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางตรงกันข้าม ประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะอินเดีย กลับมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 10% จากเพียง 4% ในปี 2011
ต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าไฟ และแรงงาน ฉุดความสามารถแข่งขันไทย
Krungthai COMPASS ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้อาหารทะเลไทยเสียเปรียบคู่แข่ง คือโครงสร้างต้นทุนที่สูงกว่า โดยเฉพาะต้นทุนอาหารสัตว์น้ำซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 50–60% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอย่างกากถั่วเหลืองและข้าวสาลี ต่างจากอินเดียที่เป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก หรือเอกวาดอร์ที่ได้เปรียบด้านค่าขนส่งวัตถุดิบในภูมิภาคเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าของไทยยังสูงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2024 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 0.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง สูงกว่าอินเดียและเวียดนามซึ่งอยู่ที่เพียง 0.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสูงกว่าถึง 63% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ด้านต้นทุนแรงงาน ไทยยังเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย เวียดนาม และจีน อีกทั้งยังมีต้นทุนแฝงจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านแรงงานที่เข้มงวด ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีแรงงานผิดกฎหมายในอดีต และการถูกเตือนเรื่อง IUU Fishing จากสหภาพยุโรป ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจากมาตรฐาน PIPO และ GLP
ประเมินโอกาสหลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า พบ 2 กลุ่มสินค้าเริ่มแข่งขันได้มากขึ้น
เมื่อพิจารณานโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ Krungthai COMPASS มองว่า อาหารทะเลไทยบางกลุ่มอาจได้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่แข่งถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า โดยจีนถูกเก็บภาษีสูงถึง 59% (รวมมาตรา 301) เวียดนาม 20% ขณะที่ไทยและอินโดนีเซียถูกเก็บในอัตรา 19%
จากการประเมินอาหารทะเล 9 กลุ่มที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงปี 2015–2024 พบว่า ปลาทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูป เป็น 2 กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพมากที่สุด โดยมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สหรัฐฯ ยังมีความต้องการนำเข้าสูง ไทยมีความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ (RCA มากกว่า 1) และความสามารถในการแข่งขันด้านราคาปรับดีขึ้นหลังการขึ้นภาษี
สำหรับปลาทูน่ากระป๋อง อันดับราคาของไทยขยับจากอันดับ 3 มาเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย และส่วนต่างราคากับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดแคบลงถึง 92% ขณะที่กุ้งแปรรูป ราคาของไทยขยับจากอันดับ 6 มาเป็นอันดับ 5 และส่วนต่างราคาลดลง 24% แม้ยังไม่ใช่สินค้าที่ถูกที่สุด แต่ความเสียเปรียบด้านราคาลดลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม อาหารทะเลอีก 4 กลุ่ม ได้แก่ กุ้งกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง ปลาแปรรูป และปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป ยังไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้อันดับราคาบางกลุ่มจะดีขึ้น แต่ส่วนต่างราคากลับกว้างขึ้น
เตือนอย่าพึ่งภาษีอย่างเดียว แนะเร่งปรับโครงสร้างระยะยาว
Krungthai COMPASS เตือนว่า โอกาสด้านราคาจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะหากมีการปรับลดภาษี หรือผลคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้ รวมถึงความเสี่ยงจากแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในอนาคต
เสนอ 3 แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย
Krungthai COMPASS แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เช่น ฟาร์มอัจฉริยะ ระบบ IoT และระบบคัดแยกอัตโนมัติ
2. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ผ่านอาหารเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมจาก By-product และ Plant-based Seafood
3. การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เช่น ASC, BAP และ MSC เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมและเป็นคู่ค้าระดับ Tier 1 ในสหรัฐฯ และยุโรป
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ระบุว่า การยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยต้องดำเนินควบคู่กันทั้ง 3 แนวทาง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนในระยะยาว และสอดรับกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของการแข่งขันในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB